การเช็คระยะตามกำหนดดีอย่างไร

การเช็คระยะตามกำหนดดีอย่างไร
การที่ติดสินใจมีรถยนต์สักคันไม่ได้จบที่ซื้อรถมาและนำไปใช้งานเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องมีการเช็คระยะรถยนต์เป็นประจำเพื่อตรวจสภาพโดยรวมของรถ ตามหลักมาตรฐานทั่วไปแล้ว การตรวจสอบสภาพรถหรือการเช็คระยะรภยนต์ได้กำหนดชัดเจนว่าต้องนำรถเจ้ารับการตรวจเช็คระบบที่ระยะที่เท่าไหร่ ดังนี้นจึงไม่ควรมองข้ามการเช็คระยะตามที่กำหนด เพื่อตรวจเช็ครถที่เรารักให้มีความสมบูรณ์ตลอดเวลา ไม่ต้องคอยกังวงเรื่องอะไหล่ชำรุด และสามารถขับขี่ได้อย่างสบายใจไม่ต้องคอยกังวลว่ารถจะมีปัญหานั่นเอง

ข้อดีการเช็คระยะรถยนต์
การนำรถเข้ารับการเช็คระยะตามกำหนดนั้นมีส่วนช่วยยืดอายุการทำงานของรถยนต์ เนื่องการใช้งานรถยนต์ทุกวันนั้นทำให้เกิดการเสื่อมสภาพ อาจเกิดการสึกหรอจนส่งผลต่อระบบอื่นๆได้ จึงจำเป็นต้องตรวจเช็คเพื่อที่จะได้ทราบว่ามีระบบไหมที่เสื่อมสภาพบ้าง มากน้อยเพียงใด เหมาะสมที่ต่อการเปลี่ยนอะไหล่หรือซ่อมบำรุงต่อไป นอกจากนี้การเช็คระยะรถยนต์เป็นประจำยังช่วยให้ประหยัดน้ำมันและค่าซ่อมบำรุงที่อาจบานปลายในกรณีที่รถยนต์ไม่ได้รับการตรวจเช็คสภาพเป็นเวลานาน และที่สำคัญผู้ขับขี่เองก็เกิดความสบายใจในสมรรถนะของรภยนต์ที่ขับขี่ทุกวันอีกด้วย

มีระบบใดบ้างที่ต้องตรวจเช็ค
การเช็คระยะรถยนต์แต่ละครั้งจะตรวจสอบละปรับเปลี่ยนอะไหล่บางส่วนเพื่อให้รถอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เหมาะสมกับการใช้งาน โดยตรวจสอบดังนี้
 1. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดและทำทุกครั้งที่มีการเช็คระยะแต่ละครั้ง ซึ่งการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องของรถยนต์จะช่วยให้เครื่องยนต์สะอาด ลดการสึกหรอของเครื่องยนต์และยังช่วยหล่อลื่นในการทำงานของชิ้นส่วนต่างๆ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. เช็คไส้กรองระบบต่างๆ การตรวจสอบไส้กรอง เช่น ไส้กรองอากาศ กรองอากาศแอร์ กรอวน้ำมันเชื้อเพลิง ควรเปลี่ยนตามระยะเวลาที่กำหนด โดยรถยนต์แต่ละรุ่นจะมีระยะเวลาไม่เท่ากัน แต่หากเปลี่ยนแล้วจะทำให้รถยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
3. ตรวจสอบระดับของเหลวต่างๆ ระดับของเหลวที่อยู่ในระบบเครื่องยนต์ควรอยู่ในระบบที่เหมาะสมไม่มากหรือน้อยเกินไป เช่น น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย น้ำมันเบรก น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ น้ำยาหม้อน้ำ น้ำยาฉีดล้างกระจก
4. ยางปัดน้ำฝน ต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เมื่อเปิดใช้งานใบยางที่ก้านต้องสามารถรีดน้ำบนกระจกได้อย่างดี หากเสื่อมสภาพก็จพส่งผลต่อทัศนวิสัยในการขับขี่ จึงควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนอย่างน้อยปีละครั้ง
5. ระบบไฟส่องสว่าง ตรวจสอบการทำงานของสัญญาณไฟต่างๆ ยังสามารถใช้งานได้ดีอยู่หรือไม่ เพราะหากไม่พร้อมใช้งานก็จะส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยเช่นกัน
6. กำลังไฟของแบตเตอรี่ ตรวจสอบแบตเตอรี่มีกำลังไฟอ่อนหรือไม่ โดยใช้เครื่องมือทดสอบว่าถึงกำหนดเปลี่ยนแล้วหรือไม่
7. สายพาน มีการเมื่อมสภาพไปตามระยะทางที่ใช้งาน อาจทำให้เกิดเสียงดังหรือขาดระหว่างการขับขี่ จึงต้องได้รับการตรวจสถาพอีกทั้งความตึงต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม
8. เช็คระบบเบรก ตรวจสภาพและความหนาของผ้าเบรก ผ้าเบรกควรเปลี่ยนเมื่อความหนาของผ้าเบรกอยู่ที่ 3 มิลลิเมตร หรือต่ำกว่านั้น และมีการตรวจสอบรอยรั่วซึมของท่อน้ำมันเบรก รวมถึงจานเบรกมีรอยสึกหรือไม่
9. ยางรถยนต์ ต้องมีความลึกของร่องดอกยางมากกว่า 3 มิลลิเมตร เนื้อยางต้องไม่มีการฉีกขาด และควรมีแรงดันยางตามมาตรฐานกำหนด
10. การสลับยางและถ่วงล้อ ในการสลับยางต้องสลับยางด้านหน้าไปอยู่ด้านหลังและปรับสมดุลของล้อและยางด้วยการถ่วงล้อ ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานของยางได้นานขึ้น การสึกหรอจากการใช้งานจะมีความสม่ำเสมอกัน
11. ตรวจเช็คช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยว โดยช่างจะตรวจสอบการรั่วซึมระบบช่วงล่างทั้งในส่วนของโช้คอัพ ลูกหมาก ลูกปืนล้อ ยางหุ้มเพลา

แต่ละระยะเช็คอะไรบ้าง
1. เช็คระยะ 5,000 กิโลเมตร
ความสมบูรณ์ของยางรถยนต์  จานเบรกและผ้าเบรกหน้า น้ำมันเครื่องแบบกึ่งสังเคราะห์และไส้กรอง ระบบแบตเตอรี่
น้ำกลั่น และแรงดันไฟ
2. เช็คระยะ 10,000 กิโลเมตร
สลับยาง ถ่วงล้อ แรงตึงน็อตของล้อ โช้คอัพหน้า-หลัง จานเบรกและผ้าเบรกหลัง รวมถึงการรั่วซึมของท่อและสายน้ำมันเบรก ระบบคลัทช์ การรั่วซึมของท่อและสายน้ำมันคลัทช์  อัดจารบีช่วงล่าง ยางหุ้มเพลารถ ลูกปืนล้อหน้าและล้อหลัง
น้ำมันเครื่องแบบสังเคราะห์และไส้กรอง ที่ปัดนำฝนและที่ฉีดน้ำล้างกระจก
3. เช็คระยะ 15,000 กิโลเมตร
ระบบกรองเชื้อเพลิงแบบดีเซล
4. เช็คระยะ 20,000 กิโลเมตร
ตั้งศูนย์ ล้างห้องเครื่อง สายพานพวงมาลัยพาวเวอร์ ระบบคันชักคันส่ง ลุกหมาก ยางกันฝุ่น น้ำมันเกียร์ธรรมดาและเฟืองท้าย สายพานขับและสายพานเครื่องยนต์ ระบบกรองอากาศแบบดีเซล
5. เช็คระยะ 40,000 กิโลเมตร
เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง น้ำมันเบรก น้ำมันคลัทช์  น้ำมันพวงมาลัย น้ำมันเกียร์ออโต้ และน้ำหล่อเย็นเครื่องยนต์ รวมทั้งมีการเปลี่ยนสายพายขับปั๊ม สายพานแอร์ และใบบัดน้ำฝน
6. เช็คระยะ 60,000 กิโลเมตร
เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง อุปกรณ์บางอย่างต้องเปลี่ยนใหม่เนื่องจากผ่านการใช้งานมาหลายปี เช่น แบตเตอรี่ ซึ่งการเปลี่ยนแบตเตอรี่จะขึ้นอยู่กับการใช้งานและวิธีการขับด้วย แต่แบตเตอรี่ส่วนใหญ่ใช้งานได้ 1-2 ปี  นอกจากนี่ยังมีการเปลี่ยนสายหัวเทียน เปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบหม้อน้ำ
7. เช็คระยะ 100,000 กิโลเมตรขึ้นไป
การรับประกันรถยนต์จะอยู่ที่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ระยะดังกล่าวถือว่ารถยนต์มีการใช้งานมาพอสมควร อะไหล่ส่วนต่างจะมีการชำรุดหรือเสื่อมสภาพลง ควรตรวจเช็คเป็นพิเศษโดยเฉพาะยางรถยนต์ ซึ่งอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 70,000-100,000 กิโลเมตร ต้องมีการเปลี่ยนยกชุดและตรวจระบบของเหลวในรถทั้งหมด



ลืมเช็คระยะรถยนต์มีผลอย่างไร

ตามปกติแล้วการเช็คระยะจะขึ้นอยู่ประเภทรถยนต์กับผู้จำหน่ายกำหนด โดยการเช็คระยะเริ่มตั้งแต่ 1,000 กิโลเมตรแรก และทุก 10,000 กิโลเมตรหรือ 15,000 กิโลเมตร ไปจนถึง 100,000 กิโลเมตรถือว่าสิ้นสุดการประกันสำหรับรถใช้งานปกติ ดังนั้นการนำรถยนต์เข้ารับบริการตรวจเช็คไม่ควรเกินระยะที่กำหนด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ควรเกินกว่า 100-200 กิโลเมตร แต่สามารถเข้าตรวจเช็คได้ก่อน ทั้งนี้ระยะที่เกินกำหนดจะส่งผลต่อเครื่องยนต์ เบรก และส่วนอื่นๆ โดยตรง และที่หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่าหชการไม่เข้ารับการเช็คระยะตามกำหนด ผู้จำหน่ายมีสิทธิ์ไม่รับประกันหากรถเกิดความเสียหายระหว่างการใช้งาน โดยเฉพาะหากเกิดกับเรื่องของเหลว

การเช็คระยะของรถยนต์มีความจำเป็นไหม ทำไมต้องเช็คระยะ

หลายคนเกิดข้อสงสัยว่าทำไมต้องเช็คระยะไหม ทำไมต้องเช็ครถยะ ขอตอบไว้ตรงนี้เลยว่าการไม่เช็คระยะของรถยนต์นั้น อาจจะสงผลเสียต่อรถยนต์ของเราเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับรถยนต์ของเราเนื่องจากเราจะไม่ทราบเลยว่ารถยนต์ของเรานั้นมีความผิดปกติตรงไหนหรือไม่ รู้ตัวอีกทีเมื่อรถของเราเกิดความผิดปกติไปแล้ว อาจจะเกิดปัญหากลายเป็นปัญหาต่อเนื่องนั่นเอง ดังนั้นเราควรนำรถยนต์ที่เรารักเข้าศูนย์เพื่อเช็คระยะรถยนต์ในทุกๆครั้งเมื่อถึงระยะที่ควรเช็คระยะนั่นเอง เพราะการเข้าเช็คระยะตามกำหนดนั้นจะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ของเรา เนื่องจากตัวอะไหล่ของเราบางตัวเกิดการสึกหรอ อาจจะส่งผลให้ชิ้นส่วนอะไหล่ตัวอื่นๆนั้นพลอยจะสึกหรอไปด้วยกัน นอกจากนี้จะช่วยในเรื่องของการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และจะคอยช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถที่อาจจะมีค่าใช้จ่ายบานปลายมากกว่าที่เราเข้าศูนย์ และเราก็ยังขับขี่ได้อย่างสบายใจ ปลอดภัย ไม่ต้องมาคอยกังวงในการเดินทางว่าในระหว่างขับรถไป รถจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ เนื่องจากรถของเรามีสมรรถนะที่สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา

หลังจากทราบเหตุผลและข้อดีของการนำรถยนต์เข้าเช็คระยะตามที่กำหนดแล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรมองว่าการนำรถไปเช็คระยะเป็นเรื่องยุ่งยาก เสียเวลา หรือสิ้นเปลืองแต่อย่างใด เพราะนอกจากจะเป็นการดูแลรถที่ท่านรักแล้ว การตรวจเช็คระยะเป็นประจำก็เป็นตรวจสอบสมรรถนะของรถยนต์และความปลอดภัยในการขับขี่อีกด้วย

โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ